ย้อนกลับไปเมื่อ 1 ปีที่แล้วผมได้สร้าง Spread Sheet อันนึงขึ้นมาเพื่อรองรับอารมณ์ตัวเองที่ไม่อยากจะพูดกับใคร …วันนั้นเป็นวันที่เพื่อนของผมพูดถึงความสำเร็จในชีวิตเขา เป็นความสำเร็จที่มีคนยอมในความสามารถของเขาประมาณนึง แน่นอนคนอย่างผมเป็นไปไม่ได้ที่จะอดไม่ให้อิจฉาเขาในทันที ความรู้สึกของความเปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่นเข้าครอบงำอย่างอดกลั้นไม่ได้ และยอมที่จะอมความรู้สึกนั้นและพ่นพรวดออกมาใน Sheet ที่ใช้ชื่อว่า ‘Sucker Tracking’ …ผมนี่แหละตัวมองโลกในแง่ร้ายโดยเฉพาะกับตัวเอง วันนั้นผมซัดๆทุกอย่างที่อยู่ในใจลงไปชีทอย่างบ้าคลั่ง เพื่อระบายหลายๆอย่างที่อยู่ในใจออกมาแบบเงียบๆ

เฮ้ออออออ… เสียงถอนให้ใจเฮือกใหญ่ๆลั่นออกมาเมื่อผม Save และปิดไฟล์นั้นไป ความรู้สึกโล่งอกขนาดนี้ นี่มันคืออะไรกัน? เวลาที่ผมระบายความแย่ของตัวเองออกมาทำไมมันรู้สึกสบายใจเหมือนปวดท้องจัดบนทางด่วนแต่เข้าส้วมได้ทันเลยล่ะ!? วันรุ่งขึ้นผมเสพติดความรู้สึกดีจากเมื่อวานเพื่อมาจดบันทึกถึงปัญหาที่ผมรู้สึกแย่ในวันนี้ เช่นเดิม ผมจดสิ่งที่ผมเจอมาในทั้งวันลงไปในชีท แต่คราวนี้ผมไม่ได้แค่บ่นแล้ว ผมคิดว่าการบ่นหนึ่งครั้งควรได้อะไรมามากกว่านั้น

ผมไม่รอช้าที่จะ…

.
.
.

👉 อ่านต่อเต็มๆได้ที่นี่ครับ
https://chanalaaa.com/sucker-tracking-sucker-diary/


It always seems impossible …

โคตรเป็นไปไม่ได้เลยที่จะตกลงรับปากเพื่อไปสอนใคร คืออย่าว่าแต่ไปสอนเลย คุยกับคนบางทียังเหนื่อย แต่นี่ดันเป็นเด็กมหาลัยอีก บ้า…

‘จงเตรียมตัวให้พร้อมเมื่อโอกาสยังมาไม่ถึง’ ผมถูกคำนี้ตีป๊าดไปแรงๆที่ก้นและวิ่งเข้าสมองแบบจังๆ ตอนที่ผมกำลังจะตกปากรับคำกับงานนี้ ด้วยความรู้สึกที่อยู่ในใจว่า ผมเพิ่งคุยกับตัวเองว่าเรามันห่วยไปไม่กี่วันก่อนเอง เห้อ ผมไม่พร้อมเลย

ด้วยความรู้สึกว่า ‘โอกาส ถ้ามึงไปแล้ว มึงคงไปเลยจริงๆซินะ?’ ผมตั้งคำถาม ผมจะต้องสู้กับตัวเองยังไง ทั้งๆที่มีตัวนึงหวาดกลัวและตัวนึงทะเยอทะยานอยู่ ทำให้ช่วงนั้นผมใช้โควตาอารมณ์หม่นๆตุ่นๆอยู่หลายวันเลย ‘โอเค กูรับงานนี้’ ผมรับปากกับเพื่อนผ่านโทรศัพท์ มันเร็วมาก! ตอบกลับไปตอนนั้นมันเร็วมากจริงๆแบบที่สติไล่ไปไม่ทัน ตอนนั้นไม่รู้เหมือนกันว่าปากหรือมือที่สั่นกว่ากัน เมื่อสิ้นสายนั้น ระหว่างความรู้สึกหวาดกลัวและทะเยอทะยาน เปลี่ยนเป็น ความซวยละกูผสมกับความตื่นเต้นที่ซัดมาเป็นระลอก

มุมนึง ผมรู้สึกอวยตัวเองในความกล้าหาญนิดหน่อย เพราะมันไม่ค่อยได้เกิดเหตุการณ์ให้ตัดสินใจแบบนี้เท่าไหร่ ‘อย่างน้อยๆเราก็คงจะรับความเสี่ยงได้มากขึ้นหน่อยนึงละมั้ง’ ผมพยายามหาข้อดีให้รู้สึกคุ้มอยู่ …ผมตกลงไปสอนคนในหัวข้อ Introduction to UX/UI ให้กับ CU Innovation Hub ของ จุฬา มีเวลาเตรียมตัวประมาณเดือนนึง แต่ใช่เลย ผมไม่รู้ว่านี่คือมากหรือน้อยเพราะมันแล้วแต่คน แต่ที่มีมากแน่ๆคือความล่ก ล่กในความไม่พร้อมของตัวเองเอามากๆเลย มีหลายครั้งย้อนกลับไปคิดว่า ‘หรือจะยกเลิกตอนนี้น่าจะไม่น่าเกลียดมาก น่าจะคบเป็นเพื่อนกันได้ต่ออยู่ละมั้ง’ ผมสับสนจริงๆ

ผมเลยเลือกที่จะ…

.
.
.

👉 อ่านต่อเต็มๆได้ที่นี่ครับ
https://chanalaaa.com/first-time-uxui-teacher/


ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องว่าจิตวิทยา Cognitive Bias คืออะไร, เพราะอะไรเราถึงต้องรู้จักมัน และ ควรรู้แค่ไหนบ้าง เราจะต้องมารู้ก่อนว่าบทความนี้ถูกเขียนมาเพื่อใคร ความจริง Cognitive Bias ก็เป็นเรื่องที่ทุกคนควรรู้ แต่บทความนี้จะเพียงแค่เน้นไปที่นักพัฒนาโปรดักส์ ซึ่งนักพัฒนาโปรดักส์ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าเป็น Develop แต่แปลว่าทุกๆคนขององค์กรที่มีส่วนร่วมในการพัฒนา, ตัดสินใจ และผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น CEO, Developer, Designer, Researcher, Creative, Marketer, UX Designer, Project Manager หรือใครก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เรานับว่าเป็นทีมนักพัฒนาโปรดักส์เช่นกัน

ว่ากันด้วยเรื่องของวิชาจิตวิทยา (Psychology) และ เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral economics) ที่มีการศึกษาและทำวิจัยพฤษติกรรมด้านสังคมและการรับรู้-การคิดของมนุษย์กันมาอย่าวยาวนาน ทดลองและถกเถียงจนได้ออกมาในหัวข้อที่ว่าด้วย ความผิดพลาดในกระบวนการคิด 🧠

เรามักมีอคติที่จะเลือกรับข้อมูลแต่ในสิ่งที่ยังคงจะยืนยันความเชื่อเดิมของตัวเอง ซึ่งพฤษติกรรมแบบนี้จะเรียกว่า ‘Confirmation bias’ — Gag by Tom Fonder

Cognitive Bias คืออะไร ?

ความคิดของเรามีข้อจำจัดต่างๆ และข้อจำกัดต่างๆนี้ที่ทำให้เรามีอคติ ความลำเอียง ซึ่งเป็นเรื่องที่ติดตัวมนุษย์มาอยู่แล้ว ข้อจำกัดทางความคิดทำให้เกิดความผิดพลาดในกระบวนการคิด (Cognitive Error) ที่จะส่งผลต่อการรับรู้ การแยกแยะ และการตัดสินใจ ทำให้เรากระทำหรือคิดสิ่งต่างๆไม่ได้เป็นไปตามสิ่งที่เหมาะสมอย่างที่ควรจะเป็นจริงๆ ความผิดพลาดนี้มักเกิดขึ้นเป็น ‘ประจำ’ และสร้างอุปสรรคที่ทำลายเหตุผลของเราอยู่บ่อยๆโดยที่เราไม่ทันรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ เช่น เรามักจะประเมินความรู้ของตัวเองมากเกินไป ทำให้ตัดสินใจอะไรแบบเสี่ยงๆ, เราจะเลือกรับข้อมูลแต่ในสิ่งที่ยังคงจะยืนยันความเชื่อเดิมของตัวเอง (การ์ตูนข้างบน), เรามักจะเออออไปกับเสียงของคนส่วนมาก เป็นต้น

แต่ถึงอย่างงั้นความผิดพลาดทางความคิดก็ยังมีข้อดีอยู่บ้าง บางสถานการณ์ที่เราต้องใช้ความรวดเร็วในการตัดสินใจ ต้องประมวลผลของข้อมูลในหัวแบบเร็วๆ เช่นการหลีกหนีระวังภัยอันตราย จึงถือได้ว่าการที่เรามีข้อผิดพลาดพวกนี้ทำให้เรามีความเป็นมนุษย์และเอาตัวรอดได้นั้นเอง …ซึ่งเรื่องนี้เลยเป็นเรื่องที่มีผู้คนให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมาก เพราะการรู้ถึงอคติ ข้อผิดพลาดทางความคิดเป็นเรื่องที่เราสามารถนำไปปรับใช้พัฒนากับหลายๆอย่างในชีวิตตั้งแต่การงานไปจนถึงการใช้ชีวิตประจำวันให้ดีขึ้นได้ ทำให้มีผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากได้วิจัยและนิยามข้อผิดพลาดทางความคิดทั้งหลายเหล่านี้ไว้เป็น ‘Cognitive Bias’ ที่มีมากกว่า 150 ลักษณะ!

Daniel Kahneman และ Amos Tversky ผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งวิชาเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ที่เป็นกลุ่มแรกที่พัฒนาทฤษฏี Heuristics และ Cognitive biases ซึ่งแดเนียลเองยังเป็นผู้เขียนหนังสือ Thinking fast and slow ที่ว่าด้วยการทำงานทางความคิดของสมอง(System1:คิดโดยใช้สัญชาตญาณ →System2:คิดโดยใช้การไตร่ตรอง) ที่เป็นตัวแปรสำคัญในการทำงานของ Bias ต่างๆด้วย


8.20 am — Even on Monday

เวลาเราใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ คล้ายกันทุกวัน บางทีก็จะไม่รู้แล้วว่าเรามีปัญหาอะไรในชีวิตประจำวันหรือเปล่า เพราะด้วยความชินกับกิจวัตรคล้ายๆเดิม จนมีช่วงนึงด้วยความอยากหานู้นหานี่ทำเล่นๆหลังจากที่ไม่ได้ทำงานแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่าทำไปได้แปปเดียว ก็มารู้ตัวว่ามันดึกเกินที่จะทำต่อแบบชิวๆแล้ว อีกซักพักก็ต้องนอน เป็นอย่างนี้แบบรัวๆ จนเริ่มสังเกตุเห็นความเซ็งของตัวเองได้ เลยต้องมาถามตัวเองในวันถัดไปเลยว่า “กูเอาเวลาไปไว้ไหนหมดฮึ?”

เอาล่ะ คำถามมาแบบนี้ก็เข้า Design sprint(เก๊) กันเลย … วันๆเราทำอะไรบ้างวะ? เป็นคำถามที่ต้องมานั่งสืบตัวเองว่าตั้งแต่ตื่นจนถึงนอน เรามีกิจวัตรยังไง แล้วอะไรที่ดูเป็น Routine ที่มันทำให้เราเสียเวลา ถ้าเป้าหมายในแต่ละวันคือ 1. ได้ทำตามแผนที่อยากทำครบ 2. ได้เดินทางบ้าง. ซึ่งสรุปแล้ววิธีเพิ่มเวลาในชีวิตประจำวัน เท่าที่คิดไตร่ตรองด้วยความมั่วใน Logic แล้วมีหลุดมาได้ทดลองทำอยู่ประมาณ 3 เดือนจนถึงปัจจุบัน มีอยู่ประมาณ 5 อย่างที่นึกได้ อันแรกที่ชัดที่สุดเลยคือ

️RESET Social Media!

เพราะถ้าบอกว่าปัญหาคือ‘การใช้ Social Media มากเกินไป’ แล้วปัญหาการใช้ Social Media มากเกินไปคืออะไรล่ะ? ‘ติดรูด Feed บนสื่อต่างๆ’ แล้วรูดดูอะไร? ‘เรื่องคนอื่น’ ถ้างั้น เรื่องคนอื่น = เรื่องของเพื่อน ถ้าปัญหาอยู่ตรงนี้แล้วเลิกเล่นเลยไม่ได้ก็ Reset มันซะเลย

แต่ Reset ด้วยการสร้างอีกบัญชีใหม่ ที่ไม่มีเพื่อนเลยมีแต่ข้อมูลที่อยากดูเอาแบบเน้นสาระและอัพเดทโลกอย่างเดียว เพราะถ้าอยากจะเปิดมาเล่นอย่างน้อยๆก็มั่นใจว่าต้องได้อะไรติดหัวไปบ้าง แล้วนี่แหละ พอไม่มีเพื่อน ไม่มีการสนทนาที่เยอะเกินไป มันรูดน้อยลงจริงๆอย่างเห็นได้ชัดเลยนะ เหมือนกับเข้าไปแล้วเคว้งๆเหงาๆ แต่ซักพักก็ชินและรู้สึกดีซะอีกที่เราจำกัดข้อมูลที่เราอยากดูได้แล้ว (🎉) ตอนนี้ก็เลยแปลงสื่อ Social Media แต่ละตัวเป็นเว็บดูข้อมูลพวกข่าว พวกบทความ หรือพวกงานอดิเรกที่สนใจไปโดยปริยายละ (ถ้าไม่ค่อยตอบ โปรดเธอจงรู้ว์)

สรุปผลลัพธ์:

.
.
.

👉 อ่านต่อเต็มๆได้ที่นี่ครับ
https://chanalaaa.com/3-months-experiment-increase-productivity-time-%e0%b8%97%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%87/


Photo by Wojtek Witkowski on Unsplash

คิดว่าหลายคนก็คงรู้อยู่แล้วว่าเวลาที่เราคิดจะที่จะสร้างโปรดักส์ สร้างแบรนด์ที่เป็นตัวเองขึ้นมาซักอย่าง เราก็ต้องสร้างอัตลักษณ์ให้กับมัน ก็ต้องมีโลโก้ มีสีที่เฉพาะตัว หรืออะไรก็ตามที่เราชอบ มันจึงไม่ยากเย็นเลยในการที่จะสร้าง Brand Identity หรืออัตลักษณ์แบรนด์ขึ้นมา แค่กูเกิลหาตัวอย่าง Brand Identity จากบริษัทใหญ่ๆ ดูว่าเขามีส่วนประกอบอะไรบ้าง Logo, Font, Color, Pattern, etc.. (พวกนี้จะเรียกว่า Corporate Identity)เราก็ทำตามให้มันครบๆไป หรือไม่ก็ไปหา Tutorial วิธีทำเอาก็ได้ จบ ง่าย ชิว เราก็จะได้ก้อน Brand Identity มาหนึ่งอันแล้วก็เอามาใช้กันในบริษัท ซึ่งไม่ได้บอกว่ามันไม่ดีหรือทำผิด แต่ลืมอะไรไปหรือเปล่า เราพยายามถามหา How ว่าวิธีการทำมันเป็นยังไง แต่อาจจะลืมศึกษา Why ไปด้วยว่า ทำไมเราถึงต้องมีมัน? เลยเป็นคำถามต่ออีกว่า “ทำไมเราถึงต้องใส่ใจกับมัน?”

A brand is the personality of a business, and it should guide a company’s every action.

Brand ไม่ได้เป็นแค่สิ่งที่คนมาประทับใจในบริษัทของคุณหรือโปรดักส์ของคุณเพียงอย่างเดียว มันยังเป็นตัวตนของคุณ ซึ่งถูกถ่ายทอดออกมาผ่านทุกๆสิ่งที่บริษัทคุณทำ มันไม่สำคัญว่าแบรนด์คุณเล็กหรือใหญ่ แบรนด์ที่ดีไม่ใช่แค่ให้คนจำได้ว่าคุณคือใคร แบรนด์ที่ดีจะสื่อสารแก่นที่เป็น…
.
.
.

👉 อ่านต่อเต็มๆได้ที่นี่ครับ
https://chanalaaa.com/getting-more-serious-about-branding/


“ Usability testing workshop รู้และวัดผล จากการใช้งานจริง ” เนื้อหาของตอนนี้จะเป็นการเก็บตกในจุดที่คิดว่ามีประโยชน์จากการที่ได้ถลำตัวไป Workshop การทำ Usability testing มา แต่ก็เกือบพลาดไปแล้วงานมี 10 โมงเจอน้ำท่วมบางกอกไปเลทกระจุย ซึ่งการ Workshop ครั้งนี้จัดโดย UX Bangkok และ Fungjai ชื่องาน UX Bangkok x Fungjai : Usability Testing Workshop ทั้งสองคณะนี้ให้ความสำคัญเรื่อง UX มากๆไม่แปลกที่เขาจะมาจัดงานร่วมกัน โดยตัวงานแบ่งเป็นช่วงเช้าบ่าย เช้าเป็นโหมดฟังๆจดๆ ช่วงบ่ายก็มามือเลอะกันเพราะเราต้องคิด เขียน และทำ ใช้หัวเรื่องในการที่จะทำ Usability กันเป็นการทดสอบ Feature ใหม่บนแอพฟังเพลงของฟังใจนี่แหละ แต่อย่างที่บอกก็แค่เก็บตกประเด็นน่าสนใจ คงไม่ได้เขียนบรรยายบรรยากาศหรือเรียงความไทม์ไลน์ของงานหรอก (แต่ดูท่าจะยาว)
เริ่ม!

ข้อมูล / บริบท / ผู้ใช้งาน → สามสิ่งนี้คือสิ่งสำคัญที่จะต้องรู้ในการออกแบบ

Heuristic Review
หรือ Heuristic Evaluation หรือ Usability Heuristic คือการประเมินและเช็คการออกแบบโปรดักส์ของเรา ไม่ว่าจะเป็นเว็บหรือแอพ การประเมินนี้เราทำเพื่อหาสาเหตุเบื้องต้นของปัญหาที่ควรแก้ไขปรับปรุง ขั้นตอนนี้เราจะทำก่อนที่จะเอาไปทำ Usability Test จริงๆ


Leafly.com เป็นเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกัญชาและมีความน่าสนใจเกี่ยวกับ UX ของตัวเว็บเอง ให้บรรยากาศในเว็บได้เหมาะกับตัว Branding ได้ดีไม่ว่าจะเป็นเลือกคำอธิบายของเว็บที่จบในตัวไม่ต้องคิดต่อ (The World’s Cannabis Information Resource) สีหรือว่ารูปภาพส่วนประกอบที่ใช้ในเว็บ จะเป็นลักษณะที่ไปในทางเดียวกันไม่ขัดแย้งทำให้รู้สึกคล้อยตามกับเนื้อหาเว็บอย่างสนุกสนานมากขึ้น

…ถ้าเริ่มดูจากภาพ

Leafly.com

(จุดที่ 1) — ถ้าสังเกตุการใช้สีของปุ่ม Join / Login แล้วจะสังเกตุว่าเขาพยายามทำให้ต่างกันเพื่อที่จะแยกง่ายขึ้นว่าใครจะสมัครหรือเข้าระบบ แต่ก็ไม่ลืมพยายามเน้นสีที่เข้มที่ดูเหมือนปุ่มมากกว่าไปทางปุ่ม Join เพื่อให้คนสนใจในการกดสมัครซะมากกว่า

(จุดที่ 2) — และด้วยที่ว่าปุ่ม Search มันดันไปรวมอยู่กับแถบเมนูอาจจะทำให้หายากหรือมองข้ามไปได้ง่ายๆ วิธีแก้ของเขาคือใส่ Icon แว่นขยายที่คุ้นๆตาไปข้างหน้าแล้วขยายพื้นที่ด้านขวาของปุ่มให้ดูยาวๆขึ้นเผื่อจะเด่นกว่าตัวอื่นและดูยาวเป็นปุ่ม search มากขึ้น

(จุดที่ 3) — ถัดมาเป็นแถบ Hero banner ที่บอกว่าเว็บนี้ทำอะไรได้บ้างและเป็นไกด์สำหรับผู้ใช้ที่เข้ามา มีการใช้รูปจริงเพื่อสร้างความเข้าถึงง่ายกับผู้ใช้มากขึ้น และใส่สีดำ Overlay ไว้เพื่อไม่ให้ข้อความนั้นกลืนไปกับรูป แต่ก็มีบางรูปที่รายละเอียดที่มีสีเดียวกับข้อความเยอะไปทำให้เห็นได้ยาก (อาจจะเพราะใช้สไตล์ของ Font-face เป็นแบบบางก็เลยโดนกลืนกับรายละเอียดได้ง่าย)…


https://dribbble.com/buatoom

‘ How to be great designer เราจะเป็นดีไซน์เนอร์ที่ดีได้ยังไง ’ ในบล็อกนี้เป็นการสรุปหัวข้อที่ถูกนำหยิบยกมาพูดสำหรับงาน Open House#4 ประสบการณ์ทำงาน และเทคนิคดีไซน์ของ ‘บัวตูม’ งานครั้งนี้จัดที่ Tencent Thailand แถวๆ MRT สุทธิสาร โดยตัวงานจะแบ่งเป็นสองเนื้อหา ประสบการณ์การทำงานของพี่ตูมกับหัวข้อที่กำลังจะอ่านอยู่ตอนนี้ แน่นอนว่าทำไมถึงมีความน่าสนใจในเรื่องนี้ เพราะเราเชื่อว่าหลายๆคนทำเป็นดีไซน์และกำลังฝึกฝน มันก็ดีซิ ที่จะมีไกด์มาชี้ทางว่าสรุปแล้วถ้าเราอยากจะพัฒนาตัวเองในด้านนี้ เราควรจะต้องสนใจหรือฝึกฝนอะไรเป็นพิเศษบ้าง การงมให้ถูกทางมันน่าจะประหยัดเวลาในการพัฒนาตัวเองได้เยอะแน่ๆ

โดย คุณบัวตูม Buatoom.com & dribbble.com/buatoom ตัวขิงในวงการดีไซน์เป็นดีไซน์เนอร์ที่เชี่ยวชาญด้าน Ui และ Graphic Elements ต่างๆเป็นหลัก ผ่านการทำงานมาหลายที่และผ่านงานของบริษัทยักษ์ๆมาแบบบานแบะ เช่น Unity, Youtube, Adobe, Google, Facebook ซึ่งในไทยหาตัวจับยากมากๆ เพราะเขาทำงานต่างประเทศบ่อย(ไม่มุข)

1. TASTE / ฝึกความเฉียบของสายตา

หมายถึงการมองภาพแล้วรู้ว่างานนั้นๆมันคืองานที่ดีหรือไม่ เพราะการฝึกตาคือการฝึกที่ยากที่สุด ก่อนที่เราจะทำงานที่ดีได้เราต้องรู้ก่อนว่าอะไรคืองานที่ดี ซึ่งการฝึกตานี้เป็นอะไรที่นานมาก มันไม่ใช่แค่ดูงานแล้วจบ มันต้องไปรู้ถึงเรื่องสี เรื่องการจัดวาง Fundamental เรื่องต่างๆเยอะมาก นอกจากนั้นถ้าในเชิงงาน UI Design เราก็ต้องรู้อีกว่า Usability ที่ดีคืออะไรต่อไปอีกด้วย ฉะนั้นอย่ามัวทำแต่งานตัวเองให้ดูงานคนอื่นที่เก่งๆเสพเยอะๆตามโลกให้ทันเพราะ Taste มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ดูแล้วดูให้ลึกศึกษาโครงสร้างของมันด้วย

2. COPY / ลอกเลียน เพื่อเรียนรู้

การก๊อปปี้มันร้ายแรง ถ้าเราก๊อปแล้วเอาไปใช้โต้งๆหรือเอาไปใช้ไปขายเลยมันผิด แต่ถ้าเราก๊อปเพื่อจะเรียนรู้ว่าเขามีวิธีคิดยังไง ทำไมถึงทำแบบนั้นได้ ที่มาที่ไปของมันคืออะไร อันนี้ได้คุณค่า ซึ่งวิธีนี้เราจะเรียนรู้ได้เร็วมากๆ เร็วกว่าการที่เราลอกผิดลองถูกเอง งานไหนดีก็ลอกเพื่อให้รู้วิธีการทำ


https://www.eventpop.me/e/1862

จุดหลักๆของตัวงานก็คือไม่มีสไลด์อะไรทั้งสิ้น แต่จะให้คนมาฟังเขียนคำถามคนละข้อสองข้อแล้วก็จะตอบเป็น Q&A ซึ่งคนตอบหรือวิทยากรเนี่ยคือ พี่เจ๋อ ภาวิต จิตรกร CEO จาก GMM Grammy Music Business และ อดีตกรรมการผู้จัดการจาก Ogilvy & Mather Advertising ประเทศไทย ซึ่งตัวเหตุผลในการจัด Networking ครั้งนี้ก็คือ ทุกวันนี้เทคโนโลยีและข้อมูลความรู้เข้าถึงทุกคนอย่างง่ายๆ แต่ดันมีผู้ประกอบการมากมายจนล้นตลาด เกิดการแข่งขันด้วยต้นทุนทางการเงินและคอนเนคชั่น เราจึงใช้สกิลของ ความคิดสร้างสรรค์ ในการแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นตั้งแต่ไอ้นี่ยันไอ้นู้น

เริ่ม!


https://www.eventpop.me/e/1643

UX Meetup ตอน UX ยังไง ? ประสบการณ์การเป็น UX Mentor ที่ San Francisco
https://www.eventpop.me/e/1643
27 March 2017 at 18:30–21:00
at HANGAR Coworking Space by dtac Accelerate

เกริ่น
ด้วยเวลาจัดงานที่เป็นเวลาเลิกงานของเราชาวออฟฟิศกาย แน่นอนก็ต้องหอบหิวตัวเองแหวกการจารจรที่หนาแน่นมาถึงงานแบบหิวโซ ผนวกกับความงงปนไม่แน่ใจว่า เฮ้ย กูมีบัตรจริงๆใช่ไหมเนี่ย เพราะเรากดบัตรตอน 6.18 pm ตอนแรกคิดว่าเต็มแล้วกะว่าจะเปิดดูเล่นๆ ….อ่าว ชิบ ยังไม่เต็มว่ะแบบงงๆ ว่าบัตรหลุดหรืออะไรเพราะเห็นเขาบอกว่างานนี้บัตรเต็มตั้งแต่ 6โมงยังไม่ขึ้น 1 นาทีเลย ถือว่าฟลุ๊คไปละกัน
แต่ดีมากครับที่งานจัดอยู่กลางเมือง เดินทางสะดวกหน่อย

พูดถึงตัวบทความ ตัวบทความนี้จะเป็นบทความที่เขียนเกี่ยวกับประสบการณ์ของพี่ต้อง Karun Warapongsittikul จากการเป็น Mentor ที่ San Francisco ประเทศสหรัฐอเมริกา ประสบการณ์ถึงการได้เป็น Mentor กับ Startup และการทำงานจริงของ UX ที่ต่างประเทศว่าเป็นยังไง บางทีเนื้อหาอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับ Ux ทั้งหมดแต่คิดว่าสิ่งที่เอามาแชร์น่าจะมีประโยชน์นะครับ

เริ่ม!

Chanala Wilangka

¯\_(ツ)_/¯

Get the Medium app

A button that says 'Download on the App Store', and if clicked it will lead you to the iOS App store
A button that says 'Get it on, Google Play', and if clicked it will lead you to the Google Play store