เมื่อผมลองมาเป็นอาจารย์ครั้งแรก

It always seems impossible …

โคตรเป็นไปไม่ได้เลยที่จะตกลงรับปากเพื่อไปสอนใคร คืออย่าว่าแต่ไปสอนเลย คุยกับคนบางทียังเหนื่อย แต่นี่ดันเป็นเด็กมหาลัยอีก บ้า…

‘จงเตรียมตัวให้พร้อมเมื่อโอกาสยังมาไม่ถึง’ ผมถูกคำนี้ตีป๊าดไปแรงๆที่ก้นและวิ่งเข้าสมองแบบจังๆ ตอนที่ผมกำลังจะตกปากรับคำกับงานนี้ ด้วยความรู้สึกที่อยู่ในใจว่า ผมเพิ่งคุยกับตัวเองว่าเรามันห่วยไปไม่กี่วันก่อนเอง เห้อ ผมไม่พร้อมเลย

ด้วยความรู้สึกว่า ‘โอกาส ถ้ามึงไปแล้ว มึงคงไปเลยจริงๆซินะ?’ ผมตั้งคำถาม ผมจะต้องสู้กับตัวเองยังไง ทั้งๆที่มีตัวนึงหวาดกลัวและตัวนึงทะเยอทะยานอยู่ ทำให้ช่วงนั้นผมใช้โควตาอารมณ์หม่นๆตุ่นๆอยู่หลายวันเลย ‘โอเค กูรับงานนี้’ ผมรับปากกับเพื่อนผ่านโทรศัพท์ มันเร็วมาก! ตอบกลับไปตอนนั้นมันเร็วมากจริงๆแบบที่สติไล่ไปไม่ทัน ตอนนั้นไม่รู้เหมือนกันว่าปากหรือมือที่สั่นกว่ากัน เมื่อสิ้นสายนั้น ระหว่างความรู้สึกหวาดกลัวและทะเยอทะยาน เปลี่ยนเป็น ความซวยละกูผสมกับความตื่นเต้นที่ซัดมาเป็นระลอก

Image for post
Image for post

มุมนึง ผมรู้สึกอวยตัวเองในความกล้าหาญนิดหน่อย เพราะมันไม่ค่อยได้เกิดเหตุการณ์ให้ตัดสินใจแบบนี้เท่าไหร่ ‘อย่างน้อยๆเราก็คงจะรับความเสี่ยงได้มากขึ้นหน่อยนึงละมั้ง’ ผมพยายามหาข้อดีให้รู้สึกคุ้มอยู่ …ผมตกลงไปสอนคนในหัวข้อ Introduction to UX/UI ให้กับ CU Innovation Hub ของ จุฬา มีเวลาเตรียมตัวประมาณเดือนนึง แต่ใช่เลย ผมไม่รู้ว่านี่คือมากหรือน้อยเพราะมันแล้วแต่คน แต่ที่มีมากแน่ๆคือความล่ก ล่กในความไม่พร้อมของตัวเองเอามากๆเลย มีหลายครั้งย้อนกลับไปคิดว่า ‘หรือจะยกเลิกตอนนี้น่าจะไม่น่าเกลียดมาก น่าจะคบเป็นเพื่อนกันได้ต่ออยู่ละมั้ง’ ผมสับสนจริงๆ

ผมเริ่มที่จะลุยหนักเมื่อรู้ว่ามีเวลาเท่าไหร่ ผมเลือกที่จะเร่งก่อนเพราะด้วยความที่ผมไม่มีความมั่นใจในอะไรเอาเสียเลย นี่คือครั้งแรกของผม ผมควรจะเริ่มยังไงดี? ง่ายที่สุด กางทุกอย่างออกมาก่อน กูมีอะไรต้องทำบ้าง แต่ละอย่างต้องใช้เวลาขนาดไหนประเมินเอาจากความยากง่ายและสำคัญมาก่อน แล้วเริ่มมาคุยดีเทลเชิงลึกเกี่ยวกับตัวผู้ฟังกับเพื่อนคนเดิมหลังจากเริ่มชินชากับอาการตื่นเต้นน่าสุดรำคาญก่อนหน้านี้ เสียดายอย่างเดียว ไม่ได้ถามว่างานมันจัดที่ไหน

ผมเริ่มวางโครงเรื่องในสิ่งที่คิดว่าผมจะให้ได้ และเขาก็อยากได้ จุดนี้เป็นจุดที่แก้ไขบ่อยมากๆ แต่ถ้าความลงตัวถ้าจะเกิดขึ้นได้ ก็คงอยู่ที่ตรงนี้นั้นแหละ การเรียบเรียงข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมันเหมือนตัวกำหนดเนื้อเรื่องของหนังเรื่องนึงที่ชื่อว่า การสอน ‘ทำไมการสอนจะต้องมีอยู่รูปแบบเดียวล่ะ?’ ถ้าผมบอกว่ามันน่าเบื่อ ก็จะดูน่าหมั่นไส้ เอาเป็นว่ามันน่าเบื่อละกัน ผมอยากได้การสอนในแบบที่ผมอยากได้ตอนสมัยมหาลัยเฉยๆ ผมแค่อยากรู้ว่ามันเอาไปใช้ทำอะไร และ รู้ว่าโลกจริงๆแล้วต่างกับที่เรียนยังไง ถ้ามันพอจะสอนกันได้ ผมก็อยากลดเวลาการเรียนรู้เองของพวกเขาเหมือนกัน

Image for post
Image for post

‘How to Craft a Good Product From Scratch’ นี่คือโปรเจคท์ Walkthrough ที่ผมคิดว่าจะทำเพื่อเอาไปสอน ผมอยากจะสร้างโปรเจคท์ Design แอพตัวนึงออกมาใหม่เพื่อเฉพาะในการสอนนี้ ทำไปทีละขั้นตอนตั้งแต่ Define ไปจนถึง Design คลี่ออกมาต้นจนจบของกระบวนการ ให้ดูที่ละส่วนจากของจริงที่เกิดขึ้นนี่แหละเหมือนกับเดินไปด้วยกัน แล้วหวังว่าคนที่เรียนจะได้เห็นตัวอย่างจริงๆ

… เป็นไง ดูยิ่งใหญ่เกินสำหรับการสอนแค่ครั้งเดียวไหม? แต่เรื่องตลกคือ ผมเซ่อซ่าที่จะไปบ้าจี้ตาม โดยที่ไม่ได้คำนึงเลยว่า เห้ย! ธรรมดาจะไม่รอด นี่งานใหญ่เลยนะเว้ย อีกอย่างจะเอาเวลาไหนไปทำ งานที่มึงถือๆอยู่ตอนนี้ก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้วถ้างานหลักเสียไปนี่มึงซวยเลยนะ ภาระมึงยิ่งเข้มๆอยู่ …จัดไปหนึ่งชุดกับความรู้สึกมาเขียนย้อนหลังจากการตัดสินใจไปแล้ว ที่จะเลือกเส้นทาง Over Expectation

ผมกางทุกอย่างออกมา วางโครงสร้างพร้อมกับเปิดข้อมูลประกอบไปด้วย บางทีก็ไปดูแผนการสอนของงาน Workshop อื่นๆกะจะก๊อป สุดท้ายก๊อปไม่ได้ มันไม่เหมาะก็ต้องปรับมาให้เข้ากับบริบทเราอยู่ดี แก้ไปแก้มากินเวลาไปรวมๆกันแล้ว น่าจะอาทิตย์นึงได้ ในการที่จะต้องแวะมาแก้โครงทั้งหมด สิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันการไม่ถอยหลังกลับ เราคิดกับมันมาเยอะ จนเราพอจะเห็นภาพ แค่เห็นภาพความเป็นไปได้ในหัวที่ลางๆ ก็พอที่จะขจัดความกลัวจากการไม่รู้ออกได้บ้างแล้ว

ตลอดช่วงนั้น เวลาว่างจากการทำงานหลัก ผมจะศึกษาๆๆ เพื่อความหวังเดียวคือไม่ล่มในการสอนเท่านั้น ไม่แปลกใจทำไมคนชอบบอกว่า การสอนก็เป็นวิธีการเรียนรู้ที่ไวที่สุดอีกทางนึง นอกจากลงมือทำ ผมศึกษาแล้วคิดว่า ตลอดการทำงานมาเนี่ย เราเป็นสายมวดวัดในการทำงานมาตลอด รู้แค่ว่าทำยังไงก็ได้เพื่อแก้ปัญหา ไม่เคยมีทฤษฎีอะไรที่จะมาใช้ในการสอนได้ แล้วผมจะเข้าใจทั้งหมดนี่ในเวลาจำกัดได้ยังไง? ข้อดีของการรู้เรื่องที่ตัวเองถนัดก็ได้เอาออกมาใช้ตอนนี้แหละ อย่างเช่นเรื่องจิ๊บจ๊อยๆอันนึงก็คือ ผมจะเข้าใจและจำแม่นถ้าผมเขียน, 53 หน้า เป็นจำนวนหน้าที่ผมเขียน หลังจากที่ผมตัดทอนเนื้อหาของทุกเรื่องที่จะพูดเสร็จแล้ว หลังจากผ่านไป ประมาณ 2 อาทิตย์

Image for post
Image for post

ในระยะ 2 อาทิตย์นั้น ผมสลับกับการลงพื้นที่เพื่อไปสร้างมหากาพย์ Walkthrough อันนั้น ผมเลือกที่จะออกแบบแอพในเรื่องที่เกี่ยวกับการอ่านหนังสือเป็นโปรเจคท์ตัวอย่าง ไล่จากการแผลนก่อนเลยว่า ถ้าจะออกแบบแอพนี้ให้ทันผมต้องทำอะไรก่อนหลังบ้าง เยอะขนาดไหน ลดทอนได้ไหม ตรงนี้ทำให้รู้ว่ามิตรและคนรักที่ดี สำคัญมากๆ ไม่มีเหตุผลอะไรที่คุณจะไปสร้างศัตรูเลยถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นจากความเป็นมิตรมันจะมากขนาดนี้ ไม่ใช่แค่ว่าคนเหล่านี้มาช่วยผมทำโปรเจคท์แอพ Walkthrough ผมนี่นะ แต่มันคือเรื่องทั้งหมดที่เราเกี่ยวข้องกัน ที่งานผมไม่เสียและส่งทันหมดไม่ใช่ว่าผมทนเก่ง แต่มีพวกนี้นี้แหละที่ช่วย ให้ใจไปเลย

ผ่านมา 3 อาทิตย์ผมทำตั้งแต่ประสานงาน วางโครง ศึกษา เขียนเนื้อหา สัมภาษณ์คน วิเคราะห์ให้เหมือนธุรกิจจริง ออกแบบ(Persona, Journey, Wireframe, Prototype, UI) ความหนักนี้ทำให้ผมต้องนึกถึงครูดีๆที่เคยบ่นมาเลย โห ยอมรับแม่งหนักจริงๆ จริงเวลาใกล้วันเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้ว่าต้องหนักขึ้นเท่านั้น สไลด์ก็ยังไม่ได้แม้แต่สร้างไฟล์ขึ้นมา ลืมบอกไป ที่สำคัญงานนี้ต้องมี Workshop ด้วย งานใหญ่ๆทั้งนั้นเลยที่ไม่ได้ทำ แถมอย่าลืมว่ามันไม่ได้มีแค่ต้องทำไปสอนนะ มีงานหลักและเรื่องนู้นนี่นั้นเข้ามาเต็มไปหมด

แต่ความลำบากนี้ ทำให้เรารู้อะไรบ้าง ‘อย่าดูถูกแรงในการพยายาม’ เราจะชนะคนเก่งด้วยการพยายาม ตอนนั้นที่งานเยอะ จี้ตูดมาต่อๆกัน แถมคิด Workshop ที่จะทำไม่ออกด้วย แต่แรงเร่งนี้ทำให้ผมสามารถออกแบบทุกอย่างให้เสร็จแบบไม่ชุ่ยได้ภายใน 4 วัน รวมทดสอบด้วยตัวคนเดียว ถ้ามองให้ลึกกว่าความน่าหมั่นไส้ ผมควรจะรู้ความจริงข้อนี้มานานแล้วเหมือนกัน มันน่าจะปลดล็อคความเหลาะแหละจากตัวเองได้ดีกว่านี้

Image for post
Image for post

ทำ ทำ ทำ คือสิ่งแรกที่สมองจะบังคับให้ผมคิดในทุกๆการตื่นนอน กางคอมบนรถไฟฟ้า บนรถเมล์เป็นเรื่องธรรมดาไปเลย (ผมไม่กางบนมอไซต์นะ ไม่คุ้มเสีย) เวลาอาทิตย์กว่าๆกับโค้งสุดท้ายที่น่าหฤหรรษ์กำลังจะมาถึง สไลด์เป็นอีกสิ่งที่สำคัญมากๆในการที่ ถ้าเราไม่อยากพูดเยอะและคนเข้าใจ เราควรใช้ภาพมาเป็นตัวช่วยให้ชัดเจนที่สุดเท่าที่มันจะทำได้ เป็นไปได้ แค่ดูรูปก็เข้าใจจะดีมาก ผมใช้เวลากับตรงนี้นานมาก นานจนเครียด ถึงสุดท้ายผมจะมารู้ว่าความรู้ระหว่างทำมันจะซึมซับให้เราจำได้และอธิบายมันออกมาได้ง่ายก็เถอะ ผมใช้เวลากับมันไปได้ไม่ดี ใช้จนไปกินในส่วนการคิด Workshop ด้วย นั้นยิ่งทำให้ผมสามารถบ่นกับตัวเองได้อย่างเต็มปากว่า และนึกท้อขึ้นมาว่า ‘เมื่อไหร่จะจบวะ’

เริ่มต้นว่าสำคัญแล้ว ทำให้จบสำคัญกว่า โดยเฉพาะในตอนนี้ ผมคิด Workshop มาออกตอนที่กำลังแปรงฟันตอนตีสอง ที่ดึกมาจากการคิด Workshop ไม่ออกมาหลายคืน เมื่อสมองได้ปลดปล่อย Creative ก็เริ่มทำงาน ผมเริ่มเชื่อทฤษฏีนี้มากขึ้น …แต่เรื่องไม่ง่าย ด้วยความสัพเพร่าของผมในตอนแรกที่ไม่ได้ถามสถานที่จัดงาน ทำให้ผมมารู้ก็อีกสามวันก่อนสอนว่า ‘เห้ย ก็ต้องสอนออนไลน์ซิวะ’ หลังจากที่ไม่ได้ยินเสียงเพื่อนคนแรกมานาน ความรู้สึกเหมือนตอนหิวๆ ไปต้มมาม่าเส้นสุกกำลังน่ากิน แต่สะดุดชามคว่ำหน้าลงไปกระจุยกับพื้น เพราะผมต้องโละใหม่หมดให้เหมาะกับออนไลน์

พูดอย่างสัตย์จริงเพลง Bodyslam เป็นอุปกรณ์ค้ำยันอันดับต้นๆ ที่ผมจะเลือกมาช่วยพยุงตัวเองเวลาที่เหนื่อยในการบู้กับหลายๆเรื่อง เพราะช่วงนี้งานหลักเริ่มไม่ทัน ผมแลกมันกับช่องว่างของเวลาต่างๆในชีวิตประจำวัน ยกเว้นเวลานอน การไม่นอนคือการตัดกำลังชั้นดีเพราะของที่ออกมาจากการอดนอน สำหรับผมส่วนใหญ่มันมักจะเป็นขี้ มาถึงจุดนี้ผมขอคาราวะทุกคนที่เหน็ดเหนื่อยเพื่อพยายามให้ได้อะไรบ้างสิ่ง โดยที่ไม่สนว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเล็กเลย และสิ่งที่รู้อีกอย่างตอนที่เราทำอะไรในเวลาจำกัดว่า โลกนี้มีปัญหาสำคัญๆที่เราต้องแก้เยอะมาก อย่าเสียเวลาเอาอะไรมาเป็นปัญหาโดยไม่จำเป็น

สุดท้ายก็ต้องมาถึง ทั้งสิ่งที่เราต้องการและไม่ต้องการ วันนี้จะปลดเปลื้องพันธนาการหลายๆอย่างใน เวลา 9 โมงจนถึงบ่ายสาม ก่อนหน้านี้สองสามวันผมรู้สึก Calm มากๆ อาจเป็นผลมาจากการที่เราเห็นสไลด์ตัวจริงออกมา รู้สึกสบายใจเมื่อเดาภาพวันงานได้ลางๆจากสไลด์ที่เราทำ ‘ตั้งแต่วันแรกถึงวันนี้ เราพยายามดีมาตลอด ขออีกหน่อยเถอะวะ’ ผมพูดกับตัวเองหน้ากระจกในห้องน้ำ หลังจากต้องมาล้างมือจากเหงือที่เหนอะหนะเต็มมือ เพราะความตื่นเต้นที่อีกไม่กี่นาทีผมจะต้องเริ่ม Join เข้าห้อง Zoom และแนะนำตัวในฐานะผู้สอนเป็นครั้งแรก

Image for post
Image for post

ดีกว่าที่คิด ผมพบว่าการฝึกฝนและพูดคนเดียวบ่อยๆทำให้ผมชินเสียงตัวเอง การนั่งสมาธิช่วยให้ผมจับคำพูดของตัวเองทัน มันเป็นตัวช่วยอย่างมากให้ผมพูดรู้เรื่องขึ้น สอนช่วงแรกปรับตัวตามสภาพอาจมีวนไปมาบ้าง หลังๆต้องแอบลดสไลด์ลงเพราะผมพูดเยอะเกินไป สองอย่างที่โฟกัสเวลานั้นคือ มันจะเลยเวลาไหม กับ คนที่มาฟังแม่งจะได้อะไรไปเปล่าวะ ในช่วงเวลาที่ผมโฟกัสมาก ผมยอมให้เวลามันผ่านไปแบบไม่รู้ตัว ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นในจินตนาการมันน่าจะยาวนานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

และก็เหมือนทุกครั้ง กลายเป็นว่ามันก็แค่ช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เผลอแปปเดี๋ยวผมก็ต้องขอโทษคนฟังที่ผมพูดเกินมาครึ่งชั่วโมง หลังจากจบผมได้แบบประเมินแบบที่พอทำให้หายเหนื่อยเป็นสินน้ำใจ เรื่องหลักคือมันเป็นคำตอบของหลายๆคำถามที่ผมคิดไว้และจะได้คำตอบในวันนี้เท่านั้น ผมไม่ได้พบความจริงอะไรลึกล้ำ ผมพบในสิ่งที่ทุกคนรู้กันอยู่แล้วเป็น Common Sense แต่ผมแค่ต้องการ Proof กับตัวเองว่ามันเป็นจริงกับวิธีที่ผมเลือกใช้เดินหรือเปล่า

ส่วนหนึ่งผมพบว่า

  • ถ้าความพยายามถึง มันจะได้

และหลายๆอย่างที่ได้จากการรับปากสอนในโอกาสครั้งนี้ ผมได้ฉีก Comfort Zone ที่แสนสบายของผมออก ให้ได้รับแสงบ้าง ช่วงแรกๆมันจะแสบ แต่คงดีและหนังก็น่าจะหนาขึ้นในเร็ววัน ถ้าถามว่าผมทำเกินตัวหรือเปล่ากับการสอนแค่ครั้งเดียวอันนี้ บอกเลยว่า ‘ใช่ครับ’ แต่มันเป็นครั้งที่เกินตัวและคุ้มค่าพอสมควรที่จะแลกมากับการเปิดบานประตูที่จินตนาการบอกว่าเราจะต้องกลัว ได้สำเร็จ

ผมเขียนโน็ตนี้ไว้เผื่อว่าซักวันนึงผมจะกลับมาลังเลในทางเลือกอะไรบางอย่าง ก็ขอให้เรื่องนี้เป็นบทเรียน 101 ก่อนที่ผมจะก้าวไปในดินแดนสามารถใช้คำว่า ‘ใช้ชีวิต’ ได้อย่างเต็มที่ ขอน้อมรับความโชคร้ายและโชคดีที่เกิดขึ้นอย่างจริงใจ และขอบคุณทุกๆคนที่นำพาผมล่องไปกับโอกาสเหล่านี้ที่แว๊บเข้ามาในชีวิต ขอขอบคุณอย่างสุดใจเช่นกัน

It always seems impossible until it’s done.

✌️

¯\_(ツ)_/¯

Get the Medium app

A button that says 'Download on the App Store', and if clicked it will lead you to the iOS App store
A button that says 'Get it on, Google Play', and if clicked it will lead you to the Google Play store